อ่านผลประเมิน
ตรวจว่าคะแนนที่ได้รับตอบคำถามอะไรได้จริง
Common European Framework of Reference for Languages
คู่มือภาษาไทยเพื่อเข้าใจ CEFR ทั้ง 6 ระดับผ่าน can-do descriptors ความสามารถรายทักษะ และข้อจำกัดของการเทียบคะแนน
CEFR หรือ Common European Framework of Reference for Languages เป็นกรอบที่ช่วยอธิบายเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนภาษาให้เปรียบเทียบและสื่อสารกันได้ ระดับจึงมีความหมายเมื่ออ่านพร้อมคำอธิบายว่า “ผู้เรียนทำอะไรได้”
Council of Europe จัด CEFR เป็นกรอบสำหรับการเรียน การสอน และการประเมิน โดยใช้ illustrative scales และ descriptors อธิบายกิจกรรมทางภาษา ความสามารถ และบริบทการสื่อสาร เจ้าของข้อสอบแต่ละรายต้องอธิบายเองว่าผลของตนสัมพันธ์กับกรอบอย่างไร
| กลุ่ม | ระดับ | ภาพรวมการใช้ภาษา |
|---|---|---|
| Basic User | A1–A2 | เริ่มสื่อสารเรื่องใกล้ตัวและกิจวัตร จากข้อความหรือบทสนทนาที่ตรงไปตรงมา |
| Independent User | B1–B2 | รับมือสถานการณ์ที่กว้างขึ้น อธิบายความคิด และเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้น |
| Proficient User | C1–C2 | ใช้ภาษาได้ยืดหยุ่น แม่นยำ และรับมือความหมายละเอียดในบริบทหลากหลาย |
CEFR Companion Volume อัปเดตและขยาย descriptors ในปี 2020 การดูเอกสารต้นทางล่าสุดจึงสำคัญเมื่อใช้กรอบเพื่อออกแบบหลักสูตรหรือประเมินอย่างเป็นทางการ
self-assessment grid แยก Listening, Reading, Spoken Interaction, Spoken Production และ Writing ตัวอย่างเช่น คนที่อ่านเอกสารงานได้ดีอาจยังสนทนาแบบฉับพลันได้ไม่คล่อง การวางแผนจาก profile จึงแม่นกว่าการฝึกทุกด้านเท่ากันเพราะเห็นระดับรวมเพียงค่าเดียว
ตรวจว่าคะแนนที่ได้รับตอบคำถามอะไรได้จริง
เปลี่ยน can-do ที่ต้องการเป็นกิจกรรมฝึก
ไม่ใช่ CEFR เป็นกรอบอ้างอิงที่ใช้อธิบายความสามารถทางภาษา ข้อสอบหรือหลักสูตรต่าง ๆ อาจเชื่อมผลของตนกับ CEFR ด้วยวิธีที่กำหนด
ไม่จำเป็น ผู้เรียนอาจทำกิจกรรมระดับ B2 ได้ในบางทักษะ แต่ยังอยู่ระดับอื่นในอีกทักษะ จึงควรดู profile และ can-do descriptors ประกอบ
ไม่ควรถือว่าเท่ากันโดยอัตโนมัติ เพราะแบบทดสอบอาจวัดคนละทักษะ ใช้เกณฑ์และวัตถุประสงค์ต่างกัน ต้องใช้ตารางหรือหลักฐานจากเจ้าของการทดสอบนั้น